วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558

(ชีวประวัติ) "ทรายเม็ดหนึ่ง" ตอน...ผู้ใหญ่บ้าน เอี่ยม อยู่อินทร์


ผู้ใหญ่บ้านเอี่ยม  อยู่อินทร์


   สมัยนั้นยังมีหนุ่มชายนายหนึ่ง สืบสกุลจีนมาในนามของนายเอื่ยม แซ่เอี้ยว เป็นบุตรของจีนสร้อย แซ่เอี้ยว เป็นลูกเจ๊กนอกชื่อ เจ๊กอู๋  แซ่เอี้ยว สืบสกุลจีนมา ๓ ชั่วคน  เมื่อสมัยคนไทยถูกบังคับให้ใช้นามสกุล  จึงใช้นามสกุลว่า "อยู่อินทร์" เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖
ต่อมานายเอี่ยม อยู่อินทร์  ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๔ ตำบลตาก้อง เรียกกันว่า ผู้ใหญ่เอี่ยม อยู่อินทร์  รู้ว่านางสาวอิน  แซ่โหงว ตกไปขายเป็นทาสอยู่ในเมือง  จึงเอาเงิน ๘๐ บาท ไปไถ่ตัวมาเป็นภรรยา เมื่อพ.ศ. ๒๔๒๐

ผู้ใหญ่เอี่ยม อยู่อินทร์  กับนางอิน แซ่โหงว  มีบุตรด้วยกันรวม ๙ คน  คือ
๑.    นางมุ้ย ศรีสุข  แต่งงานกับนายสุก ศรีสุข
๒.   นางพง อยู่อินทร์  แต่งงานกับนายเพ็ชร  อยู่อินทร์
๓. นายเขียว อยู่อินทร์  ได้รับเลือกตัวเป็นผู้ใหญ่บ้านแทนนายเอี่ยม อยู่อินทร์
๔. นางไผ่ ใจดี   แต่งงานกับนายเขียว ใจดี
๕. นายไพ่ ใจดี ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน ผู้ใหญ่เขียว 
อยู่อินทร์
๖. นางชื่น อยู่อินทร์  แต่งงานกับนายเพชร อยู่อินทร์  นายเพชรไม่มีนามสกุล จึงใช้นามสกุล  อยู่อินทร์ของพ่อตา
๗. นางเชื่อม ปั้นอินทร์  แต่งงานกับนายฉาย ปั้นอินทร์ คนตำบลมาบแค
๘. นางถม ศรีธนทิพย์  แต่งงานกับนายโอ้  ศรีธนทิพย์ ชาวอำเภอนครไชยศรี 
๙. น.ส. เรือง  อยู่อินทร์  ถึงแก่กรรมเมื่อยังสาว


น่าแปลกประหลาดมาก ในบรรดาลูกทั้ง ๙ คน มีผิวขาวอยู่ ๓ คน คือ นางไผ่ นางถม และน.ส. เรือง โดยเฉพาะนางถม ศรีธนทิพย์ ผิวขาวเหลืองแบบบางเหมือนนางอิน  ผู้มารดา  และมีอายุยืน  ๙๖ ปี เหมือนนางอิน  อีก ๖ คน ผิวดำคล้ำ เป็นคนไทยพื้นเมืองหมดทุกคน




(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2558

(ชีวประวัติ) "ทรายเม็ดหนึ่ง" ตอน...นางสาวอิน แซ่โหงว


                                               
นางสาวอิน แซ่โหงว


นางสาวอิน แซ่โหงว ถูกเตี่ยจูงมือไปขายก่อน ในราคา ๘๐ บาท
ต่อมา นางสาวปุก แซ่โหงว ก็ถูกจูงมือไปขายเป็นคนที่สอง ราคา ๘๐ บาท

สมัยนั้น ข้าวเปลือกราคา เกวียนละ ๒๐ บาท   เงิน ๘๐ บาท จึงมีค่าเท่ากับข้าวเปลือก ๔ เกวียน  ที่ขายได้ราคาคนละ ๘๐ บาท นับว่าราคาสูงมากแล้ว  เขารับซึ้อไว้ในฐานญาติ
ทั้ง ๓ นาง ลูกสาวจีนเสม แซ่โหงว ทำงานเป็นทาสท่านตั้งแต่อายุ ๑๔ ปี จนกระทั่งอายุ ๒๐ ปี

ขอสรุปว่า

นายเทพ สืบสายเลือดมาจากตระกูลทาสของยาย ในสมัยรัชกาลที่ ๓  ยายชื่ออิน  เตื่ยเอาไปขายเป็นทาสท่านราคา ๘๐ บาท หรือ ๑ ชั่ง

สายเลือดข้างพ่อ สืบวงศ์สกุลมาจากวงศ์ขุนนาง พระยาสุนทรบุรีศรีพิไชยสงคราม (เสือ สุนทรศารทูล) ผู้สำเร็จราชการเมืองนครไชยศรี  สมัยรัชกาลที่ ๓ 





(โปรดติดตามตอนต่อไป)


(ชีวประวัติ) "ทรายเม็ดหนึ่ง" ตอน...จีนเสม แซ่โหงว


                                                                         

จีนเสม แซ่โหงว

จีนเสม แซ่โหงว ได้ภรรยาเป็นคนไทย ชื่อนางสร้อยเกี้ยว เป็นชื่อเรียกสร้อยทองเส้นใหญ่ ใช้คล้องคอพาดไหล่ เหมือนห่มผ้าสไบเฉียง  เป็นลูกสาวคนมั่งมีในตำบล
จีนเสม แซ่โหงว มีลูกกับนางสร้อยเกี้ยว ๓ คน  เป็นลูกสาวทั้งหมด ไม่มีลูกชาย  สมัยนั้นมีโรงยาฝิ่นมาตั้งขายในตำบลนั้น จีนเสม แซ่โหงว ชอบสูบฝิ่นมาก จนติดฝิ่นงอมแงม  ฐานะก็ยากจนลง

สมัยนั้นยังมีข้าทาสเอาคนไปขายเป็นทาสรับใช้เศรษฐีได้ ผัวก็ขายเมียได้ พ่อก็ขายลูกได้
ค่าตัวทาสอย่างธรรมดาก็ราคา ๑ ชั่ง  ๒ ชั่ง  ๓ ชั่ง  ๔ ชั่ง  ๕ ชั่ง เป็นอย่างสูง  ได้เงินมาแล้วก็ต้องเอาลูกเอาเมียไปให้เศรษฐีใช้เป็นทาส เรียกว่า "ขัดดอก"  คือ ทำงานต่างดอก ไม่มีเงินเดือน  เป็นการทำงานแทนดอกเบี้ย   ถ้ามีเงินก็เอาเงินไปไถ่ตัวคืนมาได้  ถ้าไม่มีเงินไปไถ่ตัว ก็ต้องทำงานต่างๆ ไปตลอด  ผัวไปเยี่ยมได้ พ่อไปเยี่ยมเยือนได้  แต่ห้ามรับตัวคืนมา จนกว่าจะใช้หนี้หมดเสียก่อน  หลบหนีไม่ได้  นายเงินมีสิทธิตามจับตัวเอาไปเฆี่ยนตีกักขังล่ามโซ่ขังไว้ได้
การทำงานสุดแต่นายเงินจะใช้ให้ทำอะไร หลีกเลี่ยงขัดขืนไม่ได้  จะถูกเฆี่ยนตี กักขัง  ข้าทาสสมัยนั้นจึงเหมือนสัตว์ชนิดหนึ่ง  เป็นวัว ควาย ช้าง ม้า  ต้องตกเป็นทรัพย์สมบัติของนายทาส  ข้าทาสหญิงชาย สมรสอยู่กินด้วยกันได้ มีลูกออกมาก็ต้องตกเป็นทาสเศรษฐีเรือนอื่น  ข้าทาสไม่มีชีวิตเป็นอิสระเสรีภาพ ต้องตกเป็นข้าทาสรับใช้ท่านไปตลอดชีวิต

เมื่อจีนเสม แซ่โหงว ไม่มีเงินสูบฝิ่น   จึงเอาลูกสาวไปขายเป็นทาสในเมืองตระกูลใหญ่  เรียกว่า ตระกูล "นุทกาญจนกุล"  เมื่อมีนามสกุลใช้ในเวลาต่อมา  เศรษฐีตระกูลนี้มีไร่นาหลายร้อยไร่  มีข้าทาสทำนาจำนวนร้อยๆ คน  ข้าทาสเหล่านี้ทำงานตั้งแต่ไถนา คราดนา ดำนา หว่านนา ดายหญ้า เกี่ยวข้าว  ขนข้าวขึ้นลาน นวดข้าว สีข้าวเปลือกเป็นข้าวกล้อง  ตำข้าวกล้องเป็นข้าวสาร
จีนเสม แซ่โหงว มีลูกสาว ๓ คนคือ
๑.นางสาวอิน แซ่โหงว
๒.นางสาวปุก แซ่โหงว
๓.นางสาวเปลี่ยน แซ่โหงว 
      พอโตเป็นสาว อายุ ๑๔ ปี ทำงานได้  จีนเสม แซ่โหงว ก็จูงลูกสาวไปขายเป็นทาสในตระกูล "นุทกาญจนกุล" ที่ตลาดในเมืองนครปฐม  ในราคาคนละ ๘๐ บาท 
น.ส.อิน เกิด พ.ศ. ๒๔๐๐
น.ส.ปุก เกิด พ.ศ. ๒๔๐๒
น.ส.เปลี่ยน เกิด พ.ศ. ๒๔๐๔ 
       จึงถูกจีนเสม แซ่โหงว บิดาจูงมือไปขายเป็นทาส ตั้งแต่ ๑๔ ปีทุกคนๆ ละ ๘๐ บาท
      มันไม่ใช่ของแปลกประหลาด มันเป็นธรรมเนียมในสมัยทาสเป็นเช่นนี้  ผัวขายเมีย พ่อแม่ขายลูก พี่ขายน้อง แม้กระทั่งขายตัวเองเป็นทาส มีอยู่ทั่วไปในสมัยนั้น ซึ่งเป็นยุคสมัยข้าทาส  แม้พลเมืองไทยทุกคน ก็คือไพร่ทาสของรัฐบาล ต้องเข้าทำงานให้หลวง ปีละ ๓ เดือน  ต้องอยู่ในสังกัดเจ้านาย จะอยู่อย่างอิสระเสรีไม่ได้ จะต้องถูกเกณฑ์ไปทำงานหลวงเมื่อใดก็ได้
      ยกตัวอย่างเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงสร้างพระปฐมเจดีย์องค์ใหม่ครอบองค์เดิมให้สูงถึง ๑๒๐ เมตร หรือ ๖๐ วา หรือ ๓ เส้น ก็ทรงเกณฑ์พลเมืองจาก ๔ หัวเมือง ไปทำการก่อสร้าง  เกณฑ์ชาวเมืองกาญจนบุรี ตัดไม้มาทำรากฐาน  เกณฑ์ชาวมอญเมืองสมุทรสงครามปั้นอิฐ  เกณฑ์ชาวเมืองเพชรบุรี ราชบุรี ชาวเมืองนครปฐมมาทำการก่อสร้าง  ทำการก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๘ ถึง พ.ศ. ๒๔๐๐ รวม ๓ ปีจึงสำเร็จ  นี่คือการเกณฑ์แรงงานสมัยทาส  อย่าว่าแต่สมัยทาสในยุคโบราณเลย แม้แต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม  ก็เกณฑ์แรงงานราษฎรไปสร้างเมืองใหม่ที่นครบาลเพชรบูรณ์
       คนไทยยังเบากว่าคนจีน ที่เกณฑ์คนเป็นจำนวนแสนสร้าง
กำแพงเมืองจีน เกณฑ์คนเป็นแสนขุดคลองเป็นอุโมงค์ใต้ดินยาว ๕,๐๐๐ กิโลเมตร  เขมรเกณฑ์คนนับแสนสร้างปราสาทนครวัดนครธม

                เพราฉะนั้นการเอาคนมาเป็นทาสจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสมัยนั้น ซึ่งเป็นยุคสมัยข้าทาส





(โปรดติดตามตอนต่อไป)