วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

(ชีวประวัติ) ทรายเม็ดหนึ่ง ....ตอน สอนชั้นป. ๑


สอนชั้น ป. ๑
     
     ชีวิตครูประชาบาล  คือชีวิตของลูกจ้างสอนหนังสือโรงเรียนประชาบาล จัดว่าเป็นคนชั้นต่ำที่สุดของข้าราชการ  ที่ท่านไม่เรียกว่า "ข้าราชการ"  ซึ่่งแปลว่า "ข้าทาสราชการ"  แต่ท่านเรียกว่า "ลูกจ้างประจำ"  ถึงจะมีความรู้สึกต่ำต้อยน้อยหน้าอยู่ในหัวใจ  แต่ก็ยังดีมีเงินเดือนเลี้ยงตัว 
     พ่อน้ันพอใจที่ลูกชายคนเดียวได้เป็นครูประชาบาล  ไม่ต้องทำนาลำบากลำบนและอดอยากยากจนเหมือนพ่อ  พ่อภาคภูมิใจที่ลูกชายเป็นครูประชาบาล พ้นความลำบากยากจนไปได้ระดับหนึ่ง  พ่อไม่หวังอะไรมาก เพราะชีวิตของพ่อคือชีวิตของนักโทษที่พ้นคุกตะรางออกมามีชีวิตอิสระเสรีภาพ  ถึงแม้ว่าจะต้องเป็นชาวนาทำนาตากแดดตากฝนเป็นชีวิตทึ่ยากจน แต่ก็เป็นชีวิตคนไทยที่มีอิสระเสรีภาพ  ไม่ต้องเป็นทางของใคร
     พ่อจึงมองดูชีวิตของลูกชายที่เป็นครูประชาบาลว่าเป็นชีวิตที่ดีกว่าพ่อ  พ่อมักพูดเสมอว่า  มีลูกชายที่เป็นอภิชาตบุตร บุตรที่ดีกว่าพ่อ  พ่อพอใจแล้ว ไม่ได้คิดไม่ได้หวังอะไรมากกว่านี้   เพราะพ่อรู้ดีว่าชีวิตของต้นตระกูลเป็นถึง พระยาสุนทรบุรีศรีพิไชยสงคราม ผู้สำเร็จราชการเมืองนครไชยศรี  มีทุนทรัพย์มากถึงขนาดสร้างวัด  สุประดิษฐาราม ถวายเป็นพระราชกุศลไว้วัดหนึ่งที่นครไชยศรี  แต่บัดนี้ท่านก็ล่วงลับดับขันธ์ไปนานแล้ว  จนไม่มีใครรู้จักหน้าค่าชื่อ 


(โปรดติดตามตอนต่อไป) 

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

(ชีวประวัติ) ทรายเม็ดหนึ่ง ...ตอน วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๔



วันที่ ๑๒  กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๔

     ปีพ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นปีเศร้าโศกในครอบครัวของข้าพเจ้าตลอดศก
     วันที่ ๒๐  เมษายน พ.ศ.๒๔๘๔  ต้องลาออกจากโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย  เมื่ออายุยังไม่ครบ ๑๕ ปี  ไปเป็นครูประชาบาลตำบลห้วยพระ ๔ (บ้านแจงงาม)  เงินเดือนๆละ ๑๔ บาท   ทั้งที่ปีน้ันสอบได้คะแนน ๘๙ %  ได้เรียนฟรี ก็เรียนต่อไปไม่ได้  เพราะพ่อไม่มีเงินค่าเล่าเรียนปีละ  ๒๑. ๕๐ บาท  ยังต้องออกมาทำงานหาเงินเดือนช่วยพ่อแม่  พี่น้อง จำได้ว่าเดินทางร้องไห้ฮือๆ มาตลอดทาง  พอมาถึงบ้านก็ต้องหยุดร้องไห้  เมื่อเห็นหน้าพ่อแม่พี่น้องว่าอยู่ในสถานที่อดอยากยากจนถึงที่สุด  ขนาดไม่มีข้าวสารหุงกิน  จึงต้องไปรับจ้างเป็นครูประชาบาล เอาเงินเดือน ๑๔ บาท มาซื้อข้าวสาร สมัยนั้นข้าวสารถังละ ๑ บาท  ยังจำได้ถึงสภาพของตัวเองในสมัยนั้น 
     วันหนึ่งข้าวสารหมด จึงต้องขี่จักรยานคู่ชีพเข้าเมือง  เมื่อตอนบ่าย  ๔ โมงเย็น   ถึงตลาดซื้อข้าวสาร ๑ ถัง ราคา ๑ บาท  ไว้ท้ายจักรยานขี่กลับบ้าน  แต่มันค่ำลง ระยะทางจากตลาดถึงบ้าน  ๘ กิโลเมตร ต้องผ่านป่าช้าวัดตาก้อง ซึ่งเป็นป่ามืดครึ้ม น่ากลัว  ใจนึกว่าผ่านป่าช้ายามค่ำคืน ผีมันจะรังควาญเอา  จึงได้แวะข้างทางที่ตำบลมาบแค  เข้านอนพักศาลาเดินทางข้างบ้านนายจรูญ ถิ่นมาบแค
     พอสัก ๓ ทุ่ม  พ่อพร้อมด้วยลุงฉาย  ปั้นอินทร์  นายเฉื่อย ปั้นอินทร์ ลูกชายลุงฉาย  จึงเดินทางมาถามหา  พบข้าพเจ้านอนอยู่บนศาลาริมทาง ก็พากันดีใจ นึกว่าจะถูกคนร้ายปล้นฆ่าตายเสียแล้ว ลุงฉาย ปั้นอินทร์ พูดว่า
     "เสียดาย  รูปร่างหน้าตาดีเสียด้วย"
     ลุงฉายนึกว่าข้าพเจ้ากลายเป็นศพนอนอยู่ตามทางเสียแล้ว
     พอถึงวันที่  ๑๒  กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๔  คุณย่าฉัตร  ศรีธนทิพย์  ก็ถึงแก่กรรมลง  ญาติมาบอกข่าว แต่พ่อไม่มีเงินทำศพย่าเลย  จึงไปหานายเจริญ  ถิ่นมาบแค  เอาพระขุนแผนบ้านกร่าง ไปให้ ๑ องค์ ขอเงินเขา ๔๐ บาท  เอามาทำศพคุณย่า  สมัยน้ันข้าวเปลือกเกวียนละ  ๒๐  บาท  ทองคำราคาบาทละ  ๒๐  บาท เงิน ๔๐ บาท  จึงมีค่าประมาณ  ๔๐๐๐ บาท ของสมัยนี้ 
     คุณย่าฉัตรเกิดปี พ.ศ. ๒๔๑๒  ปีมะเส็ง  ถึงกาลดับขันธ์ วันที่ ๑๒  กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๔  จึงมีอายุ ๗๒ ปี
     คุณย่าฉัตรมีพี่น้อง  ๔ คน 
     ๑. ย่าทับทิม
     ๒. ย่าผลัด
     ๓. ย่าแก้ว
     คุณย่าฉัตรสมรสกับคุณปู่เวก  ศรีธนทิพย์  คหบดีตำบลศรีมหาโพธิ์ มีบุตร  ๔ คนคือ 
     ๑. นายโอ้  ศรีธนทิพย์
     ๒. นางแม้น ศรีธนทิพย์
     ๓.นางเหรียญ แซ๋ลิ้ม
    ๔. นางส้มเช้า ศรีเพ็ง
     คุณย่าฉัตร ผิวขาว เพราะมีเชื้อสายจีน  แต่ปู่เวก ผิวดำ สูงใหญ่ สืบสกลุขุนนาง ต้นตระกูล เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองนครไชยศรี สืบสายสกุลลงมาคือ 
     ๑. พระยาสุนทรบุรีศรีพิไชยสงคราม (เสือ)
     ๒. หลวงโภชสารี (หรุ่น)
     ๓. นายเวก  ศรีธนทิพย์
     ๔. นายโอ้ ศรีธนทิพย์
     พ่อโอ้ ผิวขาวเหมือนย่า รูปร่างหน้าตาคมคาย เสียงดัง  มีสง่าราศี ผิดกับชาวตำบลศรีมหาโพธิ  เป็นคนเฉลียวฉลาด สติปัญญาดี มีปฎิพภาณไหวพริบดี ใครเห็นก็เกรงขาม เป็นที่ยำเกรงของคนทั่วไปในตำบลตาก้อง 
    

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

(ชีวประวัติ ) "ทรายเม็ดหนึ่ง" ตอน.... พ.ศ.๒๔๘๔ ปีโชคร้าย



พ.ศ.๒๔๘๔ ปีโชคร้าย

     ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นปีโชคร้ายของข้าพเจ้า ไม่ใช่เพียงแค่ข้าพเจ้าคนเดียว เป็นปีโชคร้ายของครอบครัวด้วย เป็นปีโชคร้ายของประเทศไทยด้วย เพราะวันที่ ๘  ธันวาคม  พ.ศ.๒๔๘๔ ญี่ปุ่นก็บุกยึดประเทศไทย เกิดสงครามฆ่าฟันกันไปทั่วโลก  เป็นปีเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนพลเมืองยากจนกันทั่วหน้า ข้าวปลาอาหารแพง หยูกยา เสื้อผ้าแพง การเงินฝืดเคือง โจรผู้ร้ายชุกชุม ตำบลตาก้องฝนแล้ง  ทำนาไม่ได้ผล จึงอดอยากกัน ต้องซื้อข้าวสารถังละ ๑ บาท ยังน่าประหลาดชาวนาอดข้าวต้องซื้อข้าวสารกินถังละบาท   ครอบครัวชาวนามีรายได้จากการทำนา เมื่อทำนาไม่ได้ข้าว ก็ไม่มีเงิน แม้ข้าวสารถังละบาทก็ยังไม่มีเงินซื้อข้าวสารหุงกิน  ชาวนาเกือบทุกครัวเรือนต้องหุงข้าวปนเผือก ปนมัน ปนขุยไผ่ ต้องต้มข้าวต้มกินกันตายไปวันๆ หนึ่งเหมือนกันทุกครัวเรือนในตำบลตาก้อง  และตำบลใกล้เคียง  ยังเป็นปแห่งความอดอยากปากแห้งของชาวไร่ชาวนา

     ข้าพเจ้าเป็นเด็กวัดในเมือง จึงมีอาหารกินดีอยู่ดีไม่อดอยาก จึงมักอยู่แต่วัด  ไม่ค่อยกลับบ้าน แม้ในวัดหยุดเสาร์- อาทิตย์ หรือหยุดเทอม

     คืนหนึ่งนอนฝันว่า ขุดบึ้ง พบไข่บึ้งเหลืองอร่าม แต่เสียมได้แทงไข่บึ้งขาดกลางเสียแล้ว  ไข่บึ้งนี้ปิ้งกินอร่อยมาก นึกเสียดายไข่บึ้งมาก ตืนขึ้นก็สังหรณ์ว่าเป็นฝันร้าย 

     พอรุ่งเช้าตอนสายพ่อก็มาหาที่วัด มาบอกว่า ขอให้ลาออกจากโรงเรียนไปช่วยพ่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวเถิด  ครอบครัวเรากำลังอดอยากยากจนมาก ตอนนี้เขากำลังรับสมัครครูประชาบาล ออกไปสมัครเป็นครูประชาบาลจะได้เงินเดือน ๑๔ บาท ข้าพเจ้าว่า "พ่อไปลากับครูเอาซิ  ผมไม่ไปหรอก" 

     พ่อจึงไปลาออกจากโรงเรียนแทน  แล้วให้ไปรับใบสุทธิจากครู เอาใบสุทธิไปเป็นหลักฐานสมัครเป็นครูประชาบาล วันนั้นพ่อบอกว่า "ต้ังแต่เช้ายังไม่ได้กินข้าว วันนี้เป็นวันพระมีขนมมาก ไปเอาขนมมาให้พ่อกินมั่ง" ข้าพเจ้าจึงไปเอาขนมเข่ง ขนมเทียน ห่อผ้าขาวม้ามาให้พ่อกินหลายชิ้น แล้วพ่อก็กลับไป  ข้าพเจ้ามองตามพ่อไปจนลับตา สงสารพ่อมาก จึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนด้วยความเศร้าโศก 

    ข้าพเจ้าจึงไปขอยืมเงินหลวงตาบุญ ๑ บาท เอาไปถ่ายรูปติดใบสุทธิเพราะไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาทเดียว
     ปีนั้นข้าพเจ้าจนจริงๆ บางวันมีเงินอยู่เพียง ๑ สตางค์ ไปเดินในตลาดหิวเต็มที หันไปสั่งข้าวต้ม ๑ ชาม ๆละ ๑ สตางค์  เอามานั่งซดข้าวต้มกิน แต่มันจืดเต็มที  จีงเอาน้ำปลามาราดข้าวต้มพอเค็มๆ เจ็กเจ้าของร้านมันร้องตวาดว่า 
     "ซื้อข้าวต้มตังเดียว  ยังเอาน้ำปลาอีก"
     ข้าพเจ้านั่งก้มหน้ากินจนหมดชาม  เพราะมันหิวเต็มที
     เล่าอย่างนี้คงเห็นสภาพของเด็กวัดคนหนึ่งได้ว่ามันตกต่ำขนาดไหน มันลำเข็ญขนาดไหน
     วันหนึ่งเดินในตลาด เห็นเสื้อเชิ๊ตแขนสั้นสีชมพูแขวนอยู่ นึกอยากได้จึงถามเจ็กเจ้าของร้านว่าราคาเท่าไร
     "๒๕ ตัง"
     ข้าพเจ้าปล่อยเสื้อ เพราะไม่มีเงินแม้แต่สัก ๒๕ สตางค์    
     "ไม่มีสตางค์"
     "ไม่มีสตางค์แล้วถามซื้อทำไมวะ"
     ข้าพเจ้าจึงรึบเดินหนีเจ้าของร้านหนุ่มลูกเจ็กคนน้ันไปโดยเร็ว