วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

(ชีวประวัติ) ทรายเม็ดหนึ่ง ตอน.... กาพย์พญากงพญาภาณ


กาพย์พญากงพญาภาณ

     เพราะเหตุว่าได้อุปสมบทที่องค์พระปฐมเจดีย์   อันเคยเป็นเจดีย์โบราณสมัยพญากงพญาภาณครองเมืองทวาราวดี  เมื่อพุทธศักราช ๓๐๐ ปี   จึงคิดอยากจะตอบแทนแผ่นดินเกิด  จึงได้แต่งกาพย์พญากงพญาภาณขึ้นเรื่องหนึ่งเป็นคำกาพย์   พิมพ์จำหน่ายในเวลาต่อมา มีคนสนใจมาก จนกระทั่งพระครูปราการลักษณาภิบาล (สมพงษ์)  เจ้าอาวาสวัดปิ่นเกลียว  ได้ขออนุญาตนำไปพิมพ์ครั้งที่สอง จำหน่ายในงานผูกพัทธสีมา  วัดปิ่นเกลียว  หนังสือกาพย์พญากงพญาภาณจึงเผยแพร่ออกไปในวงกว้างขึ้น  ข้าพเจ้าภาคภูมิใจมากที่ได้แต่งกาพย์พญากงพญาภาณขึ้น  เป็นวรรณคคีพระพุทธศาสนาที่สำคัญในอนาคตกาล   หนังสือเรื่องนี้แต่งโดยเทพดลใจจริงๆ  แต่งจบภายใน  ๓๐ วัน อย่างไม่น่าเชื่อตัวเอง ก็อัศจรรย์ใจว่าทำไมจึงแต่งได้รวดเร็วเช่นนี้   จ้างสักหมื่นให้แต่งใหม่ก็แต่งไม่ได้ 
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2558

(ชีวประวัติ) ทรายเม็ดหนึ่ง ตอน .... หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม


หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม 

     เพราะเหตุที่มีความเลื่อมใสศรัทธาจึงนิมนต์หลวงพ่อเงิน วัดดอนยาหอม เป็นพระอุปัชฌาชย์  แล้วก็ได้ตอบแทนบุญคุณหลวงพ่อตามสติปัญญา  จึงได้แต่งประวัติหลวงพ่อเงิน  ขึ้นเป็นเล่มพิมพ์เผยแพร่ในเวลาต่อมา  มีคนนิยมอ่านกันมากพอสมควร พิมพ์ ๓๐๐๐ เล่ม จึงหมดในเวลาไม่นาน  หลวงพ่อเงินท่านปรารถนาพระโพธิญาณในอนาคต  เหมือนท่านบัณฑูรสิงห์ แห่งเมืองสมุทรสงคราม  มีหลายคนเชื่อว่าพญากงแห่งยุคทวาราวดี ผู้ครองเมืองทวาราวดี เมื่อพ.ศ.๓๐๐  กลับชาติมาเกิดเป็นหลวงพ่อเงินองค์นี้   ข้าพเจ้าเองก็เชื่อเช่นน้้น  ท่านจึงไปเกิดที่ตำบลยายหอม  ซึ่งตามตำนานน้ัน ยายหอมคือมารดาเลี้ยงของพญาภาณ  ส่วนพญาภาณผู้ทำปิตุฆาตฆ่าพญากง  และฆ่ายายหอมมารดาเลี้ยง ยังเสวยนรกอยู่ 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ชีวประวัติทรายเม็ดหนึ่ง ตอน.... บวชฉลองกึ่งพุทธกาล


บวชฉลองกึ่งพุทธกาล

     พ.ศ. ๒๕๐๐ มีข้าราชการลาบวชฉลองกึ่งพุทธกาลกันมากถึง ๒๕๐๐ คน ในงานฉลองกึ่งพุทธกาล  ข้าพเจ้าจึงลาราชการออกบวช  เมื่อวันที่ ๑๐  กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๐  พ่อตายแล้ว  จึงไปอยู่เอาคุณปู่ทองอยู่ ภูมิรัตน์  มาสะพายบาตร ไปบวชที่วัดพระปฐมเจดีย์  ซึ่งมีอุโบสถอยู่บนระเบียงบฃลานพระปฐมเจดีย์ชั้นสอง  พระอุโบสถหลังนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างไว้บนลานเจดีย์องค์พระปฐมเจดีย์  ทรงเอาพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา สลักด้วยหินสีขาวในสมัยทวาราวดี ซึ่งพบที่หลังองค์พระปฐมเจดีย์ ๔ องค์ องค์หนึ่งเอาไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ  องค์หนึ่งเอาไปไว้ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดอยุธยา  องค์หนึ่งเอาไปตั้งไว้ที่ลานเจดีย์ ชั้น ๑  บนบันไดทิศทักษิณ  อีกองค์หนึ่งเอาเป็นพระประธานในพระอุโบสถบนลานเจดีย์ชั้นสอง  ข้าพเจ้าได้อุปสมบทต่อหน้าพระพักตร์พระประธานศิลาปางปฐมเทศนาสมัยทวาราวดีองค์นี้ 

     พระอุปัชฌาชย์ คือ  พระราชธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อเงิน จันทสุวรรโณ)  เจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม  ซึ่งเกิดปีเดียวกับพ่อ คู่สวดคือ  พระครูปฐมเจติยาภิบาล (ป่วน)  วัดพระปฐมเจดีย์ กับ หลวงพ่อเฟื่อง วัดห้วยจระเข้    ข้าพเจ้าได้รับฉายาว่า ฉันทธัมโม  เมื่อบวชจึงมีนามว่า พระภิกษุเทพ ฉันทธัมโม (แปลว่า ผู้พอใจในธรรม)  บวชแล้วได้ติดตามหลวงพ่อเฟื่องไปอยู่วัดห้วยจระเข้ มีเจตนาว่า อยู่ใกล้บ้านแม่ตอนเช้าจะได้เดินทางไปบิณฑบาตรถึงบ้านให้แม่ได้ตักบาตรทุกวัน   เป็นการโปรดมารดาตามความคิดของตนเอง จึงได้เดินทางด้วยเท้าเปล่าไปบิณฑบาตรให้แม่ได้ตักบาตรทุกวันตลอดเวลา ๙๐ วัน 
     ระหว่างบวชไม่ได้เรียนปริยัติธรรม ไม่ได้ฝึกสมาธิวิปัสสนา เพียงแต่ลงโบสถ์สวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็นทุกวัน  แล้วสอบนักธรรมได้รับประกาศนียบัตรนักธรรมตรี 
     บวชอยู่ ๙๐ วัน แล้วเดินทางไปลาสึกกับพระธรรมปิฎก (สนิท เขมจารี)  เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม  เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๐
     พักบ้านคืนเดียว รุ่งเช้าก็เดินทางไปประชุมเรื่อง วิทยุโรงเรียนที่ตึกมหาราช ตำบลอ่างศิลา   จังหวัดชลบุรี 
      การประชุมนี้ เข้าประชุมบ่อยๆ นับร้อยครั้งจนจำไม่ได้ว่า เข้าประชุมอบรมประชุมสัมมนาว่าด้วยเรื่องอะไรบ้าง  ครั้งละ ๗ วัน ๑๕วัน  ๑ เดือน ๓ เดือน ตลอดเวลาที่เป็นข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ  ประชุมบ่อยที่สุด อบรมบ่อยที่สุด  ประชุมสัมมนาบ่อยที่สุด  แต่มีความเสียใจที่จะบอกว่า  ไม่มีการติดตามประเมินผลว่าได้ผลงานอะไรขึ้นมาบ้าง  การบริหารงานการศึกษาจึงค่อนข้างจะว่างเปล่า  ล้มเหลว เป็นการบริหารงานแบบเก่าแก่โบราณล้าสมัยเต็มที 
(โปรดติดตามตอนต่อไป)